.
 


 

                    เส้นทางสู่รั้วจักรดาว

 



จักรดาวที่กล่าวถึงนี้ หมายถึง โรงเรียนเตรียมทหาร กรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด มีที่ตั้งอยู่ที่ ต.ศรีกะอาง อ.บ้านนา จว.นครนายก อยู่ติดกับ รร.จปร. ซึ่งหลายท่านคงจะทราบอยู่แล้ว ทุกๆปี เด็กหนุ่มที่มีอายุระหว่าง ๑๔- ๑๗ ปี ที่ศึกษาอยู่ระหว่างชั้นมัธยมปีที่ ๓-๖ จากทุกภูมิภาคของประเทศไทย จำนวนนับหมื่นคน ที่ต้องการรับใช้ชาติด้วยการเป็นนายทหารและ นายตำรวจ จะต้องสอบแข่งขันกันเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร (นตท.) ในส่วนของกองทัพบก (ทบ.) คือ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (รร.จปร.) กองทัพเรือ (ทร.) คือ โรงเรียนนายเรือ (รร.นร.) กองทัพอากาศ (ทอ.) คือ โรงเรียนนายเรืออากาศ (รร.นอ.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) คือ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (รร.นรต.) ในปี๔๙นั้น มีจำนวนผู้สมัครสอบ และจำนวนที่รับเข้าศึกษาดังนี้ รร.จปร. มีผู้สมัคร ๒๐,๒๐๕ คน รับได้ ๑๗๐ คน

(ประกาศผลสอบรอบแรก ๗๐๐ คน) รร.นร. มีผู้
สมัคร๑๗,๓๔๗คน รับได้๕๘คน(นักเรียนนายเรือ ๔๘ คนและตำรวจน้ำ ๑๐ คน โดยประกาศผลสอบรอบแรก ๕๐๘ คน ) รร.นอ. มีผู้สมัคร ๑๙,๔๕๖ คน รับได้๘๕คน (ประกาศผลรอบแรก ๔๒๕ คน) และ รร.นรต. มีผู้สมัคร๒๐,๓๒๕คน รับได้ ๑๘๐ คน ( ประกาศผลสอบรอบแรก ๖๓๐ คน ) รวมจำนวนผู้ที่สอบคัดเลือกเข้าเป็น นตท.ได้ทั้ง๔เหล่า ประจำปี๒๕๔๙ ทั้งสิ้น ๔๙๓ คน สำหรับผู้สมัครสอบนั้น เป็นคนกลุ่มเดียวกัน คาดว่าเป็นผู้สมัครสอบทั้ง ๔ เหล่า ประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน


สำหรับกำหนดสอบภาควิชาการ (รอบแรก) ปี ๔๙ ของแต่ละเหล่ามีดังนี้ ทบ. สอบวันที่ ๒ เม.ย. ๔๙ ทร. สอบวันที่ ๑ เม.ย. ๔๙ ทอ. สอบวันที่ ๒๙ มี.ค.๔๙ และตร.สอบวันที่๓๑ มี.ค. ๔๙โดยเปิดรับ
ทั้งทางไปรษณีย์และด้วยตนเองก่อนวันสมัครสอบประมาณ ๑ เดือนเศษ ประกาศผลสอบรอบแรกและรายงานตัวสอบรอบสองวันที่๑๖เม.ย.๔๙ และ
ดำเนินการสอบคัดเลือกรอบสอง วันที่ ๑๗ - ๒๒ เม.ย.๔๙ ประกาศผลสอบรอบสุดท้าย วันที่ ๒๕ เม.ย.๔๙ ในการรายงานตัวสอบรอบสองเนื่องจากผู้ที่สอบผ่านรอบแรกทั้ง๔เหล่า ส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มเดียวกันที่สอบได้มากกว่า ๑ เหล่า เป็นส่วน
มาก จึงต้องตัดสินใจเลือกสอบรอบสองเพียงเหล่าเดียว (สอบรอบสองพร้อมกันทั้งหมด) จึงทำให้จำนวนผู้ที่มารายงานตัวสอบรอบสองของทุกเหล่าลดลงจากจำนวนที่ปิดประกาศ ดังนี้ ทบ.เหลือ ๓๓๔ คน ทร.เหลือ ๑๐๗ คน ทอ.เหลือ ๑๗๙ คนและตร.เหลือ ๔๕๓ คน จะเห็นได้ว่าผู้สอบผ่าน

รอบแรกได้ มีโอกาสมากขึ้นที่จะเป็น นตท. ตามที่ต้องการ แต่อย่างไรก็ตามในปี ๔๙ นี้ ยังมีข้อแตก
ต่างบางประการของระเบียบการและใบสมัครของแต่ละโรงเรียนเหล่าที่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน ข้อ
แตกต่างที่ว่าคือ รร.จปร.การสอบรอบแรก ( ภาค
วิชาการ) มีคะแนนเต็ม ๗๐๐ คะแนน สอบรอบสองประกอบด้วย ๑. การตรวจร่างกายทั่วไป การตรวจทางห้องทดลอง การทดสอบเชาว์ปัญญาและบุคลิกภาพ (ไม่มีคะแนน ผล จะเป็นผ่าน - ไม่ผ่าน) ๒. การสอบสัมภาษณ์ ท่วงทีวาจา (ไม่มีคะแนน ผล จะเป็นผ่าน-ไม่ผ่าน) ๓. การสอบพลศึกษา กำหนดให้มีคะแนนดิบเต็ม ๑,๐๐๐ คะแนน ผู้สอบ
ต้องทำได้ ๕๐๐ คะแนนขึ้นไป และจากคะแนน๑,๐๐๐คะแนน จะแปลงลงมาเป็นคะแนนเต็ม๓๐๐

 



คะแนน และนำไปรวมกับคะแนนภาควิชาการอีก ๗๐๐ คะแนน รวมเป็น๑,๐๐๐ คะแนน คนที่ทำคะ
แนนพลศึกษาได้มาก จะมีโอกาสที่จะเลื่อนลำดับขึ้นมาอยู่ก่อนหน้าผู้ที่ได้คะแนนวิชาการที่ดีกว่าในการสอบรอบแรก ซึ่งสาเหตุที่ รร.จปร. กำหนด
ให้มีคะแนนในการสอบพลศึกษาจำนวนมากนั้นก็
เนื่องมาจากกองทัพบก ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ
ของชายไทย ที่มีความต้องการจะเข้ามารับใช้ชาติ
ด้วยการสมัครสอบคัดเลือก เข้ามาเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพบก นอกจากจะมีความเป็นเลิศทางด้านสติปัญญาแล้ว ทางด้านร่าง
กายก็จะต้องมีความสมบูรณ์และแข็งแรง สามารถ


ทนต่อความยากลำบากตรากตรำในการ ฝึก-ศึกษา

และการปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ได้รับมอบเมื่อจบออกไปรับราชการ รร.นร. ลักษณะคล้ายกับ รร.จปร. แต่นำคะแนนพลศึกษาไปคิดเพียง๑๐๐ คะแนน ในส่วนของ รร.นอ. มุ่งจะผลิตนายทหารหลักของกองทัพอากาศที่มีพื้นฐานความ
รู้ทางวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อให้สามารถซ่อมบำรุง จัดหาและควบคุมยุทโธปกรณ์สำคัญ เช่น อากาศยาน ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีมูลค่าสูง ซับซ้อนและทันสมัย นอกจากนั้นผู้สำเร็จการศึกษาส่วน
มากจะจบไปเป็นนักบิน จึงต้องการคุณสมบัติที่พิเศษกว่าทหารเหล่าทัพอื่น ดังนั้น การสอบรอบแรกจึงให้ความสำคัญกับ วิชา คณิตศาสตร์ และ
วิทยาศาสตร์ สูงกว่า วิชาด้านสังคมศาสตร์ การสอบรอบแรกคะแนนเต็ม๗๐๐คะแนน สอบรอบสอง คะแนนเต็ม ๓๐๐ คะแนน ผลการตรวจร่าง
กายไม่มีคะแนน คิดเป็นตรวจ ผ่าน – ไม่ผ่าน การสอบรอบสอง มีดังนี้ ๑. การทดสอบความถนัดและวิภาววิสัย ( คะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน ) ข้อ
สอบเป็นการสอบแบบทั่วไป ที่สมองบุคคลต้องสร้างสมประสบการณ์และการฝึกฝน รวมทั้งเป็นการทดสอบ ด้านจริยธรรม คุณธรรม ความซื่อสัตย์ ฯลฯ (มีการตรวจในใบคำตอบ) หน่วยรับผิดชอบดำเนินการทดสอบคือ ศูนย์ทดสอบกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ ๒. การสอบพลศึกษา (คะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน) มีการสอบ ๘ สถานี คะแนนเต็ม
๑,๐๐๐ คะแนน แล้วแปลงคะแนนลงมาเต็ม ๑๐๐ คะแนนไม่มีผลการสอบเป็นตกแล้วคัดออก (สอบพลศึกษาตกก็ไม่มีการคัดออกในรอบนี้) หน่วยรับ
ผิดชอบดำเนินการทดสอบคือ รร.นอ. ๓.การสอบสัมภาษณ์ ลักษณะท่วงทีวาจา (คะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน) มีคะแนนเป็นตัวชี้วัด (ไม่คิดผลผ่านหรือตก) หน่วยรับผิดชอบดำเนินการทดสอบ คือ กรมยุทธการทหารอากาศ ในการสอบรอบสองจะนำ
คะแนนที่ได้ทั้ง ๓ ส่วนที่ได้กล่าวมา ไปรวมกับคะแนนสอบรอบแรกที่สอบได้ แล้วจัดลำดับใหม่
(RANKING) นำผลที่ได้ประกาศเป็นรอบสุดท้าย ตัวอย่าง เช่น เด็กชาย ก สอบภาควิชาการได้ ๕๐๐ คะแนน(จากคะแนนเต็ม๗๐๐) สอบความถนัดและวิภาววิสัยได้ ๗๐ คะแนน สอบพลศึกษาได้ ๗๐ คะแนน สอบสัมภาษณ์ท่วงทีวาจาได้ ๗๐ คะแนน รวมผลสอบรอบสอง (๗๐ + ๗๐ + ๗๐) = ๒๑๐ คะแนน นำไปรวมกับคะแนนสอบภาควิชาการ ๕๐๐ คะแนน จะได้ผลสอบใหม่เป็น ๕๐๐ + ๒๑๐ = ๗๑๐ คะแนน ( คะแนนเต็ม ๑,๐๐๐ คะแนน ) จัดลำดับใหม่เพื่อประกาศผลสอบรอบสุดท้าย ในส่วนของ ตร.ในการสอบรอบสอง ผลคือ ผ่าน– ไม่ผ่าน และใช้คะแนนการสอบภาควิชาการ (รอบ

แรก) เป็นเครื่องตัดสิน ดังนั้น ผู้สมัครสอบคัด
เลือกต้องอ่านระเบียบการ และใบสมัครของแต่ละ


เหล่าให้ละเอียดและเข้าใจ การสอบรอบสองยังมี
อีก ๓ เรื่องคือ ๑. การตรวจร่างกายทางห้องทดลอง การทดสอบเชาว์ปัญญาและบุคลิกภาพ

๒. การตรวจร่างกายทั่วไป ๓. การสอบสัมภาษณ์ ท่วงทีวาจา ซึ่งทั้ง ๓ เรื่องนี้ รายละเอียดการสอบแต่ละเหล่าจะคล้ายกันมาก อาจจะมีบางอย่างที่แตกต่างกันเล็กน้อย เช่น ขนาดพิกัดส่วนสูง น้ำหนัก ของการสอบสัมภาษณ์ ซึ่งรายละเอียดสามารถหาดูได้จากระเบียบการและใบสมัครของทั้ง ๔ เหล่า
การสอบรอบแรก (ภาควิชาการ) นั้น สิ่งที่ปฏิบัติกันมานานแล้ว คาดว่าจะก่อนปี๒๕๑๓ ก็คือการออกข้อสอบค่อนข้างยาก และเรื่องที่สอบก็จะมีระดับชั้นที่สูงกว่าที่เรียน เช่น เมื่อก่อนนี้รับ
ผู้ที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ( ม.ศ.๓ ) เข้าสอบคัด
เลือกแต่การออกข้อสอบก็จะออกความรู้ของ ม.ศ.
๔ ด้วย ผมจบ ม.ศ.๓สอบได้ก็เพราะกวดวิชา ซึ่งมีการสอนความรู้ระดับม.ศ.๔ให้ด้วย ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้ส่งเสริมให้ต้องเสียเงินเรียนกวดวิชา เพราะมีแบบฝึกหัดแนวข้อสอบของรุ่นพี่มากมาย หาได้ไม่ยากและก็มีนักเรียนที่สอบได้จำนวนหนึ่ง ที่ไม่เคยเรียนกวดวิชาที่ไหนเลยในชีวิต แต่อาศัยความ

พยายามทำแนวข้อสอบเก่าให้มากที่สุดข้อไหนไม่เข้าใจก็สอบถามครูผู้สอน
ข้อแนะนำสำหรับครู-อาจารย์แนะแนวของสถานศึกษาที่มีลูกศิษย์ลูกหา มีความประสงค์จะสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ควรจะได้รวบ
รวมข้อมูลระเบียบการของปีที่ผ่านมา และประชา
สัมพันธ์ให้นักเรียน ได้มีการเตรียมตัวสอบไว้ให้
พร้อม รวมทั้งคำแนะนำอื่นๆ ที่เห็นว่ามีประโยชน์และควรศึกษาระเบียบการในปีนั้นๆ อย่างละเอียดสำหรับตัวนักเรียนที่จะสอบคัดเลือก นั้น จะต้องขวนขวายช่วยตัวเองให้มากที่สุด ต้องแสวงหาข้อ
มูลข่าวสารจากทุกทางที่ง่ายที่สุดคือ การโทรศัพท์ไปถามเจ้าหน้าที่ของรร.เหล่าด้วยตนเอง(ส่วนมาก
จะเป็นกองสถิติของหน่วย) และไม่ต้องรอให้ใกล้

เวลาสอบคัดเลือก ให้เริ่มตั้งแต่ตัวเองเข้าเรียน ม.๓ เป็นวันแรกยิ่งดีที่สุด จะได้มีเวลาเตรียมตัวมากๆโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะก็มีมากขึ้น ถ้าเราพร้อมทั้งสมองและร่างกาย
ต่อไปนี้จะเป็นข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้อง
การสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ไม่ว่าจะเป็นเหล่าใดก็ตาม ให้ลองพิจารณาดูอาจจะเป็นประ
โยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
๑. ตรวจดูคุณสมบัติของตัวเองว่าขัดต่อระเบียบการของเหล่านั้นๆหรือไม่ จากระเบียบการเก่า ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเดือน ธันวาคม ที่เริ่มจำหน่ายใบสมัครสอบ ข้อกำหนดเหล่านี้มักจะเหมือนกันทุก ๆ ปี อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย ต้องสนใจศึกษาระเบียบการ โดยเฉพาะการสอบพลศึกษา การตรวจโรคโดยแพทย์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการตรวจจากแพทย์ของโรงพยาบาลทหาร และโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการตรวจร่างกายใน
การสอบรอบสอง แต่ก็มิใช่ว่าจะยึดถือเอาผลการ
 



ตรวจครั้งที่ได้นี้ มาเป็นข้อโต้แย้งกับกรรมการแพทย์
ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบรอบที่สอง เนื่องจากระยะเวลาห่างกันหลายเดือน สภาพร่างกายอาจเปลี่ยนไปจากเดิมด้วยสภาพแวดล้อม แต่การตรวจร่างกายโดยแพทย์ จะมีประโยชน์ในกรณีที่พบว่า เป็นผู้ที่มีสายตาสั้นเกินกำหนด สายตาเอียง ตาบอดสี หรือโรคอื่นๆ ที่บ่งบอกไว้ในระเบียบการแล้วว่าเป็นนตท.ไม่ได้ บุคคลเหล่านี้จะได้เลิกล้มความคิดที่จะเป็น นตท.ซะเลย แต่ถ้าตรวจพบอาการ เช่น ฟันผุ ฟันเก หรือสายตาสั้นเล็กน้อย หรือความดันโลหิตไม่ปกติ ก็จะได้ป้องกันแก้ไขได้ทันท่วงทีร่างกายพิกัดความสูงและน้ำหนักของร่างกายยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะได้ปรับ
ปรุงแก้ไข หมั่นส่องกระจกทุกเช้า (ที่เห็นทั้งตัว)
ดูว่าไหล่ห่อ ไหล่เอียง ตัวเอียงหรือเปล่า เวลาเดินเป็นอย่างไรก็ให้เพื่อนช่วยดูด้วย ถ้าไม่ดีให้รีบแก้ไข
๒.ดูใจของตัวเองว่าชอบมั๊ย? ชอบเพราะอะไร ทำไมถึงชอบ ถ้าชอบจริงๆจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม จงเตรียมตัวด้วยการศึกษารายละเอียดและปฏิบัติตามข้อ๑ แต่ถ้าไม่ชอบแล้วต้องถูกบัง
คับจะด้วยทางตรงหรือทางอ้อม ก็อย่าลำบากฝืนใจทำ เพราะทุกๆปี จะมี นตท.ปี๑ จากทุกเหล่าที่ระหว่างเป็นนักเรียนใหม่ และเมื่อขึ้นเป็นนักเรียนเหล่าปี๑ แล้วต้องลาออกไปเพราะทนต่อระบบการปรับปรุง ลักษณะทหาร และลักษณะผู้นำไม่ไหว

ทนไม่ไหวทั้งสภาพร่างกายและสภาพจิตใจ ที่ถูกกดดัน และส่วนหนึ่งของคนเหล่านี้ก็คือ คนที่ไม่อยากจะเป็นทหารหรือตำรวจมาตั้งแต่เริ่มแรก แต่จำเป็นต้องทำตามความต้องการของ พ่อ-แม่ โดยคิดว่าคงจะผ่านพ้นไปได้ ดังนั้นจึงขอแนะนำว่าถ้าไม่ต้องการจะเป็นทหารหรือตำรวจจริงๆแล้วก็อย่าฝืนใจตัวเองบอกคุณพ่อคุณแม่ไปตามตรงเลย เชื่อว่าท่านจะเข้าใจ แล้วก็จะสบายไปทุกฝ่าย
๓.ดูความพร้อมของตนเองทั้งทางสมองและทางร่างกายว่าพร้อมมั๊ย ? ยังขาดอะไรบ้าง
- ทางด้านสมอง จงตั้งใจเรียนทุกวิชาที่ครูสอน และให้ความสนใจเป็นพิเศษในวิชาที่มีการสอบแข่งขันเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ที่ต้องตั้งใจเรียนทุกวิชาเพราะวิชาการต่างๆ มักมีความเชื่อมโยงกัน เป็นการฝึกตนเองให้มีความอดทนต่อความกดดันต่างๆในทุกสภาวะ ทำให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา หมั่นทำแบบฝึกหัดให้คล่อง ทำแล้วทำอีกจนเกิดความชำนาญในการตีปัญหาข้อสอบ ซึ่งข้อสอบของทุกเหล่าจะออกยากมากบางคนทำไม่
ได้ตั้งแต่ตีความโจทย์ไม่ออกว่าเขาถามอะไร วิธี
การทำแบบฝึกหัดบ่อยๆจะช่วยได้มากหมั่นเข้าหาครูบาอาจารย์ทำให้ท่านเมตตา เอ็นดู เชื่อว่าครูจะชอบด้วยซ้ำไป ที่ได้มีโอกาสสอนลูกศิษย์ ให้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในชีวิตได้ ถ้าทำอย่างนี้ได้ตั้งแต่ต้นอาจจะตั้งแต่เปิดเทอม เดือนพฤษภาคม โอกาสที่จะสอบชนะคนอื่นก็มีมาก ซึ่งก็มีหลาย คนที่ทำแบบนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการกวดวิชาเพื่อสอบเป็นนักเรียนเตรียมทหารโดยเฉพาะ ก็กระทำ
ได้แต่ก็ควรจะพิจารณาให้รอบคอบว่า จะคุ้มค่า
หรือไม่ โรงเรียนกวดวิชาทุกแห่งพยายามแข่งขันกันเพื่อให้นักเรียนของตนได้มีโอกาสสอบติดมากที่สุดเตรียมให้พร้อมทั้งทางด้านวิชาการที่จะสอบ
แข่งขัน และเตรียมทางด้านร่างกายสำหรับสอบ

พลศึกษา และเทคนิคต่างๆในการสอบรอบสอง


สถานะทางการเงินของนักเรียน ก็มีความแตกต่าง
กัน ผู้ที่มีรายได้น้อยก็ต้องเห็นใจพ่อ-แม่ เลือกโรง
เรียนกวดวิชา ที่เก็บค่าใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล
และเมื่อเสียเงินแล้วต้องทุ่มเทอย่างที่สุด สอบได้หรือไม่ได้เป็นอีกเรื่องหนึ่งอย่างไรก็ต้องเผื่อความผิดหวังเอาไว้ด้วย เตรียมตัวมาทั้งปีนั้นเป็นเรื่อง
ดีๆทั้งนั้นคือมันทำให้เราพร้อมที่จะเป็นอะไรก็ได้
เราแกร่งแล้วเมื่อถึงตอนนั้น ที่สำคัญคือเป็นคนดี
มีคุณภาพ
- ทางด้านร่างกายให้ฟิตเข้าไป ทำบ่อยๆ ทำอย่างสม่ำเสมอ และทำให้ถูกต้องตามระเบียบการที่ได้กำหนดไว้ พยายามทำให้ได้ทุกสถานีที่สอบ ฝึกบ่อยๆจะช่วยได้มาก การที่ฝึกออกกำลังกายบ่อยๆนั้น ทำให้ร่างกายแข็งแรง สมองปลอดโปร่ง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ซึ่งเป็นเป้าประสงค์
ของชาติ ที่ต้องการให้คนไทยมีร่างกายที่แข็งแรง
รู้จักรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกายและห่างไกลจากเหตุต่างๆ ที่จะทำให้เกิดความเสื่อมถอยของสภาพร่างกาย สำหรับคนที่อ้วนเกินไป ผอมเกินไป ก็ทำให้อยู่ในพิกัดเสียตั้งแต่เนิ่นๆแล้วก็คุมสัดส่วนของร่างกายไว้ให้ได้ตลอดเวลา ส่วนคนที่เตี้ยไปนิดก็ต้องพยายาม
ว่ายน้ำให้มากๆ หรือโหนบาร์เพื่อยืดตัวให้ได้มากที่สุด ผู้ที่มีปัญหาเรื่อง ฟันผุ ฟันเก เรื่องตา เรื่องอะไรที่แก้ไขได้ ก็รีบแก้ไขตั้งแต่ต้น ทุกอย่างที่กล่าวมาแล้วมีรายละเอียดอยู่ในระเบียบการสมัครสอบทั้งสิ้น เรียกได้ว่าเป็นข้อสอบที่เปิดเผยล่วง
หน้าแบบให้มีเวลาเตรียมการได้ สำหรับคนที่มีความตั้งใจจริง ๆ
ขอฝากอาจารย์ที่แนะแนวด้วยครับ โดย
เฉพาะโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ช่วยเป็นแสงสว่างนำทางให้กับลูกศิษย์ของท่าน ที่ต้องการอยากจะรับใช้ชาติด้วยการเป็น ทหาร ตำรวจ ประ
สานขอรายละเอียดจากโรงเรียนเหล่าต่างๆ นำไปเผยแพร่ให้แก่ลูกศิษย์ของท่านตั้งแต่เริ่มเปิดเทอม เดือนพฤษภาคม ก็จะเป็นกุศลแก่ลูกศิษย์เหล่านั้นนานับประการ
“ ทางไปสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับด้วยดอกไม้ หอมยวนชวนจิตไซร้ บ่มี ”
รัชกาลที่๖
สถานที่ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม
๑. โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่กองสถิติและวิจัย รร.จปร.
โทร.๐-๓๗๓๙-๓๐๑๕, ๐-๓๗๓๙-๓๑๓๒และโทร.๐-๓๗๓๙-๓๐๑๐-๔,๐-๒๒๔๑-๒๖๙๑-๔ ต่อ
๖๒๑๓๐, ๖๒๑๓๔, ๖๒๑๓๗ และ ๖๒๗๓๓ หรือ www.crma.ac.th
๒. โรงเรียนนายเรือ โทร ๐-๒๔๗๕-๓๘๙๐ และ ๐-๒๔๗๕-๓๙๙๐ หรือ www.rtna.ac.th
๓. โรงเรียนนายเรืออากาศ ที่กองสถิติและทะเบียน รร.นอ. กองบัญชาการฝึกศึกษาทหารอากาศ
โทร.๐-๒๕๓๔-๓๖๒๔-๗และ๐-๒๕๓๔-๔๔๘๗-๘๙ หรือ www.rtafa.ac.th
๔. โรงเรียนนายร้อยตำรวจ โทร ๐-๓๔๓๑-๒๐๙๙ และ ๐-๓๔๓๑-๑๑๐๖ หรือ www.pca.ac.th